สำหรับ โชเซ มูรินโญ นี่ไม่ใช่แค่การรีเทิร์นกลับทีมเก่าธรรมดา แต่เป็นการหวนกลับแบบพิเศษมากกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด
ปี 2010 นั่นคือครั้งแรกที่มาคุมเหล่าราชันของมาดริด เขามาพร้อมกับความสำเร็จมากมาย และ ไฟที่คุโชน เมื่อมี บาร์เซโลนา อดีตทีมที่บังอาจปฏิเสธที่จะมอบตำแหน่งให้เมิ่อทศวรรษก่อนๆ เป็นกำแพงที่ต้องปีนข้าม
เขามาพร้อมกับความรู้สึกยังหนุ่มที่มากไปด้วยตัวตนอันกระชุ่มกระชวย
เรอัล มาดริด ในวันนั้นตกอยู่ภายใต้ร่มเงาจากคาตาลันจนสโมสรมืดมิด
แชมป์ลีกที่หายไป 2 ปี
แชมป์โกปาที่ห่างไกลไปนาน 17 ปี
และอีก 8 ปีที่นานกว่าเวลาจริงของถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก
ขุนพลหลายคนที่มีความเป็นราชัน , ขุนพล , หัวหมู่ทะลวงฟัน และ นักสู้
นั่นคือทีมที่ห้ามไม่ประสบความสำเร็จโดยไม่สามารถอ้างเหตุผล 108/1009 ประการ
ปีแรก ผ่านไปพร้อมกับแชมป์บอลถ้วยที่มาเรียกน้ำย่อยให้ พร้อมกับแรงกดดันว่าปีหน้าห้ามพลาด
ปีสอง ประชากรของทีมได้ฉลองแชมป์สเปนภายใต้สโลแกน Special ที่มากกว่าร้อย อันเป็นสถิติลาลีกา และ เข้าถึงรอบรองยุโรปอีกครั้ง
ซึ่งในปีที่สาม ถ้วยหูโตต้องมาอยู่ที่เบร์นาเบว
สุดท้ายก็เป็น บาร์เซโลนา กับ แอตเลติโก มาดริด ทุบพวกเขาในสเปน และ เป็นเสือเหลืองแห่งเยอรมนีกัดจมเขี้ยวในรอบรองชนะเลิศ UCL
หลังจากออกมาจากที่นั่น กราฟชีวิต และ กราฟความสำเร็จของเขาค่อยๆ ดิ่งลง
สวนทางกับอารมณ์ที่แปรปรวนมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับอีโก้ที่ร้อนฉ่ากว่าเดิม
เขาเริ่มชนกับบอร์ดบริหาร , ทีมงานอย่างแพทย์สนามประจำทีม และ ทะเลาะกับลูกทีมที่แข็งขัอ รวมทั้งไม่เห็นหัวนักเตะที่ไม่ชอบ
แถมด้วยการขอแยกทางจากผู้ช่วยคนสนิทตอนคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ในขณะที่ เรอัล มาดริด ในเวลานี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารพัดปัญหา
นักเตะอีโก้จัดจ้านกว่าฝีเท้าในสนาม
ความแตกแยกภายในห้องแต่งตัว
ไม่มีนักเตะสเปนเป็นแกนหลักจนไร้รายชื่อไปฟุตบอลโลก
และ ยังรอว่าใครจะชนะเลือกตั้งประธานสโมสร
แถมเขายังถูกผูกมัดว่า “ตกยุค” ไปแล้วอีกด้วย
นี่คือสถานการณ์พิเศษกว่าปกติที่ โชเซ สเปเชียล วัน ต้องเจอที่มาดริด
แม้ บาร์เซโลนาชุดนี้จะไม่ได้กร้าวแกร่งเหมือนที่เขาเคยเจอ
แต่ตอนนี้มาดริดกลับบ้งกว่ามาก
จนอาจมีราคาปลดก่อนครบฤดูกาลออกมายั่วใจสายชอบความเสึ่ยง