กอนซาโล รามอส โหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ โปรตุเกส พลิกเอาชนะโครเอเชีย 2-1 ในศึกฟุตบอลโลก รอบ 32 ทีมสุดท้าย พร้อมยุติเส้นทางฟุตบอลโลกครั้งที่ 5 ของ ลูกา โมดริช กองกลางจอมเก๋าทีมชาติโครเอเชีย
ก่อนหน้านั้น คริสเตียโน โรนัลโด ยิงจุดโทษตีเสมอให้ โปรตุเกส ในนาทีที่ 68 ซึ่งนับเป็นประตูแรกของเจ้าตัวในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกและนั่งลุ้นอยู่ข้างสนาม กระทั่ง รามอส สวมบทฮีโร่โหม่งประตูชัยในช่วงท้ายเกม
ชัยชนะนัดนี้ยังถือเป็นเพียงครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ที่ โปรตุเกส สามารถพลิกกลับมาเอาชนะคู่แข่งได้ หลังตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนในศึกฟุตบอลโลก
อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายเกมเกิดประเด็นถกเถียง เมื่อ โครเอเชีย ส่งบอลเข้าประตูตีเสมอเป็น 2-2 ได้ในช่วงวินาทีสุดท้าย แต่หลังการตรวจสอบของ VAR ผู้ตัดสินริบประตูคืน เนื่องจาก มาริโอ ปาซาลิช อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า
จังหวะดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลโครเอเชีย ซึ่งขว้างขวดน้ำลงสนามและส่งเสียงโห่ประท้วง
ต่อมา ฟีฟ่า ชี้แจงว่า เซ็นเซอร์ภายในลูกฟุตบอลตรวจพบว่า อิกอร์ มาตาโนวิช สัมผัสบอลเพียงเล็กน้อย ก่อนบอลจะไปถึง ปาซาลิช ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า จึงทำให้ VAR ยืนยันการตัดสินไม่ให้เป็นประตู
โรแบร์โต มาร์ติเนซ เฮดโค้ชทีมชาติโปรตุเกส ยืนยันว่า การที่ VAR ริบประตูตีเสมอของโครเอเชียในช่วงท้ายเกมเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง เพราะมีเทคโนโลยีชิปในลูกฟุตบอลช่วยยืนยันว่ามีการสัมผัสบอลก่อนถึงผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า
ขณะที่ ซลัตโก ดาลิช กุนซือทีมชาติโครเอเชีย กล่าวว่า “ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้มากนัก แต่การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินถือว่าแย่มาก ไม่มีอะไรเข้าทางเราเลย ทั้งจังหวะฟาวล์และการตัดสินต่าง ๆ ไม่มีการตัดสินใดที่เป็นใจให้เรา แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราแพ้ ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ไม่ดี โครเอเชียเป็นฝ่ายแพ้ ดังนั้นผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่นมากนัก” ชัยชนะนัดนี้ส่งให้ โปรตุเกส ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ไปพบกับ ทีมชาติสเปน ในวันจันทร์นี้