รัฐบาลไทยจ่อล้มแผนไม่ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ชี้ไม่คุ้มค่า
ความคืบหน้าการพิจารณาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 มีรายงานล่าสุดว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินการจัดซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องประเมินความคุ้มค่ารอบด้าน ทั้งราคาลิขสิทธิ์ เงื่อนไขการถ่ายทอดสด ช่วงเวลาแข่งขัน โอกาสในการหารายได้จากโฆษณา และความเหมาะสมของการใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์สาธารณะ
รายงานข่าวระบุว่า แนวทางการเจรจาของฝ่ายไทยยังยึดกรอบวงเงินใกล้เคียงกับที่สำนักงาน กสทช. เคยสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาทโดยตัวเลขดังกล่าวถูกใช้เป็นฐานในการต่อรองกับผู้ถือลิขสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายไทยเสนอกรอบราคาที่ไม่เกินระดับดังกล่าว การเจรจากลับเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากราคาที่ผู้ถือลิขสิทธิ์คาดหวังยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบที่ไทยสามารถรับได้ โดยตัวแทน (เอเย่นต์) ระบุว่าต้องไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท
รายงานข่าวยังระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก แต่ต้องพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้จะคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะฟุตบอลโลก 2026 มีระยะเวลาแข่งขันเพียงประมาณ 1 เดือน แต่ค่าลิขสิทธิ์อยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่รัฐบาลได้หทรือกับสมาคมกีฬาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลบางส่วนก็มีความเห็นว่า หากต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในระดับดังกล่าว อาจควรนำงบไปใช้ในภารกิจอื่นที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า
นอกจากนี้ ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ยังมีข้อจำกัดสำคัญเรื่องเวลาแข่งขันตามเวลาประเทศไทย โดยบางคู่เริ่มแข่งขันประมาณ 03.00 น.และบางคู่จบในช่วงเช้าประมาณ 10.00 น. ทำให้พฤติกรรมการรับชมของคนไทยอาจไม่คึกคักเท่าการแข่งขันที่จัดในยุโรปหรือเอเชีย อีกทั้งธุรกิจที่เคยได้รับอานิสงส์จากฟุตบอลโลก เช่น ร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือกิจกรรมชมฟุตบอลร่วมกัน อาจไม่สามารถใช้โอกาสนี้สร้างรายได้ได้เต็มที่ แต่หากเอกชนประเมินแล้วว่าคุ้มค่าและอยากจำรวมตัวกันไปซื้อลิขสิทธิ์ก็สามารถดำเนินการได้
ขณะเดียวกัน การขายโฆษณาและการหารายได้เชิงพาณิชย์จากการถ่ายทอดสดก็อาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากช่วงเวลาแข่งขันไม่เอื้อต่อการรับชมในวงกว้าง ส่งผลให้ภาคเอกชนยังไม่แสดงความสนใจชัดเจนในการร่วมสนับสนุนงบประมาณซื้อลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อประเมินแล้วว่าโอกาสคืนทุนจากรายได้โฆษณาอาจไม่สูงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนลิขสิทธิ์