Link Copied!

‘ปาร์ค ฮัง ซอ’ ทิ้งร่องรอยความเกลียดชัง

วงการฟุตบอล​นั้นมีวิวัฒนาการ​ซ่อนอยู่ในการแข่งขัน​ทุกยุค​สมัย อย่างวงการฟุตบอล​อาเซียน​ของเราก็เช่นกัน 

สมัยก่อนมองกันแค่แชมป์​ซีเกมส์​ และทำให้ดีที่สุดในรายการระดับทวีป

โดยเฉพาะ​ในรายการชิงเหรียญทอง​ซีเกมส์​ ทุกทีมชาติต้องการเป็นหนึ่ง ซึ่งเหรียญ​ทองไม่ใช่เพียงแค่เหรียญ​รางวัล 

แต่มันเป็นทั้งความภาคภูมิใจ​ของชาติ เป็นความความแข็ง​แกร่ง​ของประเทศ​ และเป็นหน้าตาของประชาชน ซึ่งต่อมาได้รวมรายการอาเซียน​คัพเข้าไปด้วย

นั่นจึงทำให้ฟุตบอล​ของย่านนี้มีความเข้มข้น รุนแรง และไม่สนวิธีการ​ โดยมีเพียงแค่ทำตามเป้าหมายอันสูงสุดได้

แต่เมื่อโลกกว้างกับกาลเวลาสอนให้ทุกชาติได้เรียน​รู้​ร่วมกันว่า ฟุตบอล​โลกรอบสุดท้าย​ต่างหาก และการแข่งขัน​ระดับ​ทวีปต่างหาก ที่เป็นจุดหมายหลักที่สมควรไปให้ถึง 

ความเข้มข้นระหว่างภูมิภาค​จึงลดลงไปพอสมควร โดยมีความเป็นมาตรฐาน​สากลทยอยเข้ามาทดแทน

แต่การเข้ามาคุมทีมชาติ​เวียดนามของ ปาร์ค​ ฮัง ซอ คือจุดที่ทำให้วงการฟุตบอล​อาเซียน​กลับมาเข้มข้นเหมือนเดิม​อีกครั้ง แถมยังนำความรุนแรง​กลับมาด้วยเช่นกัน

เราไม่สามารถ​ปฏิเสธ​ได้ว่า ปาร์ค​ ฮัง​ ซอ​ ทำให้ทีมชาติเวียดนาม​เป็นทีมที่ดีที่สุดในยุคของอาเซียนได้

แต่ก็ปฏิเสธ​ไม่ได้​เช่นกันว่า วิธีการที่เขาใช้กับทีมชาตินั้น กระทบกับลีกของชาติ และกระทบกับทัศนคติ​ของลูกทีม

ทีมชาติ​เวียดนามแข็งแกร่งขึ้นจนเข้าถึงรอบสุดท้ายของฟุตบอล​โลก​รอบ​คัดเลือก​โซน​เอเชีย​ รวมทั้งตั้งเป้าเป็นจ้าวอาเซียน​ ด้วยการทำในสิ่งที่ดีต่อทีมชาติในระยะสั้น ๆ อย่างการปิดลีกเพื่อรวมทีมชาติของเขา โดยที่สมาคม​ฟุตบอล​เห็นดีเห็นงาม

เขานำเอาจุดเด่นของเกาหลีใต้​ คือความแข็ง​แกร่ง​ ใจสู้ และทุ่มเท มาปลูกฝังให้ลูกทีมทุกคน

แต่เขาคงยังติดหล่มอยู่กับการเป็นหนึ่งในสต๊าฟโค้ช​ของทีมชาติชุดอันดับ​ 4 ฟุตบอล​โลก​ที่บ้านตัวเอง 

นั่นก็คือ สิ่งที่ถูกบันทึก​ไว้​ใน​หน้าประวัติศาสตร์​ด้านมืดของฟุตบอล​โลก​รอบ​สุดท้าย​

ภาพลักษณ์​ของ ปาร์ค ฮัง ซอ ในรายการแข่งขัน​ของอาเซียน ​จึงกลายเป็นคนที่มุทะลุ ดุดัน จนทำทุกอย่าง​เพียงเพื่อต้องการชัยชนะ

ถ้าทีมชาติ​เวียดนามชุดสู้ศึกฟุตบอล​โลก​ ใช้พละกำลังเข้าสู้ชาติอื่น ๆ โดยเน้นไปที่การเล่นในสนามเป็นหลัก

ส่วนทีมชาติชุดบู๊อาเซียน​ ใช้ทั้งพละกำลัง และ ใช้ความเกลียดชังที่ลูกทีมหลายคนมีต่อคู่แข่งไม่ต่างไปจากเขา นั่นก็คือการทำทุกอย่างในสนามเพื่อชัยชนะ

ผู้เล่นเวียดนามบางคน ราวกับได้รับการปลุกถ่ายดีเอ็นเอ​มาจากคนเป็นโค้ช คล้ายกับที่ เรอัล มาดริด ยุคของ โชเซ มูริน​โญ ที่ได้ปลูกฝังการเอาชนะ บาร์เซโลนา​ ด้วยทัศนคติ​ของเขา

จนทำให้ เอล กลาซิโก ในยุคนั้น ดุเดือดเลือดพล่าน​สุด ๆ อันทำให้แกนนำของทีมบางคนต่อต้านแนวคิดเอาชนะคู่แข่​งของเขา ซึ่งจะไปกระทบกับความสามัคคี​ของทีมชาติสเปน

แต่แกนนำทีมชาติของ ปาร์ค ฮัง ซอ​ กลับไปรับแนวคิดนั้นมา จนทำให้พวกเขาลงสนามไปด้วยเป้าหมายชนะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ซึ่งรวมทั้งเหล่าแฟนบอลดาวแดงอีกนับไม่ถ้วนด้วย

สิ่งที่ผู้เล่นเวียดนาม ​ที่เราก็ทราบกันดีว่ามีใครบ้างได้กระทำลงไป ผลที่พวกเขาเหล่านั้นได้รับกลับมาก็คือ ความเกลียด​ชังอย่างร่วมใจสามัคคีจากหลาย ๆ ชาติคู่แข่ง

ในวันที่พวกเขาชนะ แฟนบอลคู่แข่งตามโห่ แล้วในวันที่พวกเขาพ่ายแพ้​ แฟนบอลคู่แข่งล้วนสะใจราวกับเป็นชัยชนะ​จากทีมชาติของตนเอง

แต่ท่ามกลางความชุลมุน​นั้น ปาร์ค​ ฮัง​ ซอ​ กลับช่วยยกระดับมาตรฐาน​ของอาเซียนด้วยวิธีการ​ที่เขามั่นใจ นั่นก็คือถ้าพวกเขาเอาจริงอย่างเป็นระบบ ฟุตบอล​โลกรอบสุดท้าย ​ก็เป็นไปได้ถ้าทุกฝ่ายของชาติร่วมมือกันอย่างเต็มที่​

ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ดีที่สุดเพียงสิ่งเดียวที่เขาทำให้ทุกชาติ​ได้เรียน​รู้​ร่วมกันก็คือ ความสกปรก​ไม่ทำให้ฟุตบอล​ของภูมิภาค​นี้ดีขึ้น 

แต่ความรุนแรง ทำให้ฟุตบอล​ย่านนี้ดูล้าหลังไปหลายสิบปี

ดังนั้นการอำลาอย่างถาวรของ ปาร์ค​ ฮัง ซอ จึงทิ้งร่องรอย​ของความเกลียดชัง​เอาไว้ให้ลูกทีมของเขาต้องรับกรรมต่อไปอีกหลายปี 

อย่างน้อยก็จนกว่าพวกตัวแสบของทีมจะเลิกพฤติกรรม​เหล่านั้นได้หมด แล้วกลับมาเล่นฟุตบอล​ให้ดีตามความสามารถ​ที่แท้จริงของพวกเขาที่มีในระดับแนวหน้าอยู่แล้ว

รวมทั้ง ยังสอนใจทุกชาติ ไม่เว้นแม้แต่ทีมชาติไทยว่า ความเป็นมาตรฐาน​สากลนั้น ยั่งยืนกว่าเป้าหมายระยะสั้น

และหมดเวลาแห่งการทำทุกอย่างโดยไม่สนความสกปรกเพื่อเป็นแชมป์​แล้ว

การเริ่มต้นอย่างถูกทาง จึงไม่ใช่แค่ทีมชาติ​เวียดนาม แต่หมายความถึงทุกทีมชาติแห่งย่านนี้

โดยเฉพาะ​ถ้ายังหวังร่วมเป็นเจ้าภาพ​จัดฟุตบอล​โลก​รอบ​สุดท้ายในอนาคต 

ซึ่งทัศนคติ​ของนักฟุตบอล​ สมาคม​ฟุตบอล​ และ แฟนบอล ต้อง​พัฒนา​ไปสู่สากลให้ได้เสียก่อน

Total
0
Shares