Link Copied!

“เชลซี” เจ้าแห่ง “บอลเปลี่ยนโค้ช”

ทุกคนคงเคยได้ยินประโยค “บอลเปลี่ยนโค้ช” ทีมฟุตบอลที่เล่นดีขึ้นมาดื้อๆ หลังจากที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมคนใหม่ ซึ่งทีมที่พิสูจน์ความเชื่อนี้มาโดยตลอดคือ “เชลซี” สิงโตน้ำเงินครามเปลี่ยนนายใหญ่เป็นว่าเล่น และแทบทุกครั้ง “เชลซี” ก็มีแชมป์ติดมือตามมาด้วย 

โรมัน อบราโมวิช เป็นเจ้าของทีมที่ได้ชื่อว่ามีน้ำอดน้ำทนน้อยที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอล นับตั้งแต่เข้ามาเทคโอเวอร์เชลซีเมื่อปี 2003 ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของสโมสร และวงการฟุตบอลโลกไปตลอดกาลนั้น มหาเศรษฐีชาวรัสเซียยังเปลี่ยนผู้จัดการทีมของเชลซีเป็นว่าเล่น

ภายใต้การบริหารงานของเสี่ยหมี ทีมดังจากลอนดอนเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปแล้วถึง 17 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือการปลด แฟรงก์ แลมพาร์ด แล้วนำ โทมัส ทูเคิล มาคุมทีมแทน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เสี่ยหมีไร้หัวใจ ปลดตำนานของทีมเร็วเกินไป แต่ตอนนี้เสียงบ่นค่อยๆ เงียบลง เมื่อทีมมีโอกาสคว้าดับเบิลแชมป์บอลถ้วย ผ่านเข้าชิงชนะเลิศทั้งฟุตบอลเอฟเอ คัพ ซึ่งจะพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ และฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนสลีก โดยพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 

ถ้าเราย้อนไปดูสถิติเก่าๆ ของสิงโตน้ำเงินคราม กับการเปลี่ยนผู้จัดการทีมในยุคของ โรมัน อบราโมวิช เริ่มจาก เคลาดิโอ รานิเอรี นายใหญ่คนแรกในยุคเสี่ยหมีที่ถูกปลดทั้งๆ ที่พาทีมจบที่ 2 ของตารางคะแนน เสียแชมป์ให้กับอาร์เซนอล แชมป์ไร้พ่ายในฤดูกาล 2003/04 โดยคนที่มาแทนกุนซืออิตาลีคือ โฮเซ มูรินโญ ซึ่งกาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า การตัดสินใจครั้งนั้นถูกต้อง เพราะเดอะ สเปเชียล วัน พาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ฤดูกาลติดต่อกันในปี 2005 และ 2006 พ่วงมาด้วยแชมป์ลีกคัพอีก 2 ครั้งในปี 2005 และ 2007 รวมทั้งแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2007 

หลังจากที่แตกคอกับมูรินโญในปี 2007 เชลซีก็ห่างหายจากความสำเร็จ จากเดือนกันยายน ปี 2007 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2009 ทีมเปลี่ยนผู้จัดการทีมถึง 4 คน ไล่จาก อัฟราม แกรนต์, หลุยซ์ เฟลิปเป สโคลารี, เรย์ วิลกินส์ และ กุส ฮิดดิงก์ โดยรายหลังพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ ต่อด้วยการมาคุมทีมในอังกฤษครั้งแรกของ คาร์โล อันเชล็อตติ เป็นอีกครั้งที่การเปลี่ยนโค้ชพาเชลซีคว้าแชมป์ เมื่อนายใหญ่อิตาเลียนพาสิงโตน้ำเงินครามเป็นดับเบิลแชมป์ในฤดูกาล 2009/10 ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น อังเดร วิลลาส-โบอาส มาคุมทีมแทนในปี 2011 

แต่กุนซือเนื้อหอมที่สุดของยุโรปในตอนนั้นกลายเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ของ โรมัน อบราโมวิช จนต้องปลดออกกลางฤดูกาล 2011/12 โดยคนที่มารับงานแทนคือ โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ กุนซือขัดตาทัพที่สร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับสโมสร เมื่อเขาพาทีมจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนสลีก ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ถ้วยใบใหญ่สุดของยุโรปครั้งแรกของสโมสร

เชลซีในยุคของ โรมัน อบราโมวิช ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเสมอๆ หลังจากที่ ราฟาเอล เบนิเตซ มาคุมทีมแทนโรแบร์โต ดิ มัตเตโอ แม้จะไม่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล และทีมมีฟอร์มการเล่นลุ่มๆ ดอนๆ แต่ราฟาก็ยังพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก มาครองได้สำเร็จ หลังยุคของราฟา มูรินโญก็กลับมาคุมทีมรอบสองในฤดูกาล 2013/14 ก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และลีก คัพ ในปี 2015

หลังปลดเดอะ สเปเชียล วัน กลางฤดูกาล 2015-16 กุส ฮิดดิงก์ก็มาทำงานแทนต่อจนจบซีซั่น ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น อันโตนิโอ คอนเต ในฤดูกาล 2016/17 ซึ่งทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และได้แชมป์เอฟเอ คัพ ในฤดูกาลต่อมา จากนั้นถึงคิวของ เมาริซิโอ ซาร์รี ที่คุมทีมได้แค่ฤดูกาลเดียวแต่ก็พาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จ ตามด้วย แฟรงก์ แลมพาร์ด และ โทมัส ทูเคิล ในปัจจุบัน 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นว่าเส้นทางของ โทมัส ทูเคิล และ โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ นั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร เริ่มจากการเข้ามารับงานกลางฤดูกาลทั้งคู่ ขณะทีมมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ค่อยดีนัก แทบจะหมดลุ้นในทุกรายการ เรื่องคว้าแชมป์ดูห่างไกล แต่สุดท้ายในรายของ ดิ มัตเตโอ ทีมคว้าดับเบิลแชมป์ ส่วนทูเคิลนั้น ทีมก็มีลุ้นคว้าสองแชมป์ แถมเป็นสองแชมป์รายการเดียวกับดิ มัตเตโอ อีกด้วย 

นับตั้งแต่ โทมัส ทูเคิล มาคุมทีม เชลซีลงสนาม 25 นัด ชนะ 17 เกม เสมอ 6 นัด แพ้ แค่ 2 นัดเท่านั้น จำนวนประตูที่ยิงได้ 34 ลูก อาจจะไม่หวือหวา แต่หนึ่งในหัวใจสำคัญที่หนุนให้เชลซีบินสูงอยู่ตอนนี้คือ เกมรับที่เสียไปแค่ 11 เท่านั้น โดย 5 ประตูเกิดขึ้นในเกมที่แพ้ 2-5 ประตูให้กับเวสต์บรอมวิช อัลเบียนแบบช็อกโลก นอกจากนั้นไม่มีเกมไหนเลยที่คู่ต่อสู้ยิงประตูเชลซีเกินกว่า 1 ลูก ฟอร์มแบบนี้จึงไม่แปลกที่แฟนบอลสิงห์บลูจะมีหวังว่าประวัติศาสตร์จะเกิดซ้ำรอย เหมือนกับที่ โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ ทำได้ 

เขียนไล่เรียงมาถึงบรรทัดนี้ เราก็อดนึกไม่ได้ว่า บางที โรมัน อบราโมวิช อาจจะไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ การปลดผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่นอาจเพราะเขาเชื่อลึกๆ ว่า บอลเปลี่ยนโค้ชมักจะทำผลงานได้ดีและมีถ้วยรางวัลติดไม้ติดมือมาเสมอก็ได้ แต่ใช่ว่าทีมไหนจะทำแบบเชลซีได้ กุนซือแทบทุกคนของสิงโตน้ำเงินครามในยุคเสี่ยหมีล้วนเป็นผู้จัดการมีชื่อ มีเครดิตที่พิสูจน์มาแล้ว และที่สำคัญทีมต้องมีเงิน เพราะค่าปลดกุนซือไม่ใช่น้อยๆ โดยรวมๆ แล้ว โรมัน อบราโมวิช จ่ายค่าไล่ออกให้ผู้จัดการทีมไปแล้วประมาณ 112.5 ล้านปอนด์ 

แต่ก็อย่างว่าล่ะ ในยุคที่แฟนบอลใจร้อน ความสำเร็จวัดกันที่ถ้วยรางวัล เราเลยได้ดูบอลเปลี่ยนโค้ชเสมอๆ

อัพเดตเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬา ติดตาม PlayNowThailand.com ที่เฟสบุ๊คทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

Total
0
Shares