ไมเคิล คาร์ริค ยังคงได้รับความไว้วางใจจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ทำหน้าที่ต่อไป โดยใช้เกมพรีเมียร์ลีกที่จะพบกับ เชลซี วันเสาร์นี้ เป็นตัวประเมินอนาคต
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจอย่างมาก เพราะมีเหตุผลอะไรที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ของบอร์ดบริหารแมนฯ ยูฯ รวมถึง คาร์ริค จะได้รับโอกาสต่อไปอีกนานแค่ไหน กลับเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น
ในการประชุมนอกตารางระหว่าง เซอร์ จิม แรทคลิฟฟ์ , โอมาร์ เบร์ราดา และ เจสัน วิลค็อกซ์ สามประสานแห่งบอร์ดบริหารด้านฟุตบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังคงให้โอกาส ไมเคิล คาร์ริค ได้ไปต่อ ซึ่งเป็นไปได้ว่า บอร์ดกลุ่มนี้ยังฟันธงไม่ได้ว่าจะให้ใครมานั่งเก้าอี้ร้อนตัวนี้
คล้ายกับที่ โอเล กุนนาร์ โซลชา เกือบโดนปลดหลังแพ้ ลิเวอร์พูล 0-5 คาบ้าน แต่ยังได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกนัด ซึ่งก็สามารถบุกไปเอาชนะ สเปอร์ส ได้ 3-0 แต่สุดท้ายก็จบลงในอีกสองนัดถัดมาที่ แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี และ แพ้ วัตฟอร์ด 1-4 จนได้ ไมเคิล คาร์ริค เข้ามาคุมทีมชั่วคราวในรอบแรก
สำหรับเหตุผลหลัก ๆ ที่ คาร์ริค ยังได้ไปต่อ น่าจะมีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน
1.ปฏิกิริยาแฟนบอล
ในขณะที่ คาร์ริค โบกมือลาแฟน “ผีแดง” บนอัฒจันทร์ในสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังเกมแพ้คาบ้านให้ บอร์นมัธ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า สาวก “เร้ด อาร์มี่” ยังแสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่ออดีตกองกลางรายนี้อย่างชัดเจน จากเสียงร้องเชียร์อย่างกึกก้อง ขณะที่บรรดานักเตะและผู้บริหารกลับถูกโห่ไล่อย่างหนัก
“อีเอสพีเอ็น” สื่อดัง รายงานว่า การแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมั่นที่แฟนบอลมีต่อ คาร์ริค ครั้งนี้ เหล่าบอร์ดบริหารได้เห็นเต็มสองตา ในช่วงเวลาที่บรรยากาศภายในสโมสรย่ำแย่ การมีบุคคลที่แฟนบอลชื่นชอบอยู่ในตำแหน่งผู้นำทีม ย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูกันต่อไปว่า คาร์ริค จะรู้สึกอย่างไรกับการถูกลดบทบาทให้กลายเป็นเพียงมาสคอต ที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาของสโมสร
2.ยื้อเวลารอกุนซือใหม่
“เดอะ การ์เดี้ยน” สื่อดังในอังกฤษ ระบุว่า วิลค็อกซ์ คือบุคคลสำคัญที่ผลักดันให้ แมนฯ ยูฯ ตัดสินใจเก็บ คาร์ริค คุมทีมต่อไป แม้จะเป็นเพียงการชั่วคราวก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิครายนี้ ก็ถูกมองว่า เป็นเพียงการประคองสถานการณ์เพื่อรอให้ แมนฯ ยูฯ มีเวลาเจรจาดึง กุนซือคนใหม่ที่ต้องการ เข้ามาทำงานแทน
เนื่องจากช่วงเวลานี้ แมนยู มีโปรแกรมหนักต่อเนื่อง หลังจากเดินทางไปเยือน เชลซี พวกเขาต้องเปิดบ้านรับมือ โรม่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนลงเล่นพรีเมียร์ลีกพบกับ แอสตัน วิลล่า ในช่วงสุดสัปดาห์เดียวกัน
ขณะที่ช่วงพักเบรกทีมชาติในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเริ่มต้นหลังจากนั้นและกินเวลาราว 2 สัปดาห์ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า หาก แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีม
3.ความผิดพลาดในอดีต
โดยในช่วงท้ายของการแถลงข่าวหลังเกมที่แพ้คาบ้านให้กับ บอร์นมัธ ซึ่งหลายคนคาดว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของ คาร์ริค ในฐานะผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อเขาถูกถามว่า เหตุใดสโมสรจึงกลับมาเผชิญปัญหาเดิม ๆ อีกครั้ง โดยเจ้าตัวตอบกลับทันทีว่าถ้ารู้คำตอบจริง ๆ ก็คงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
ซึ่ง คาร์ริค พูดถูกอย่างยิ่ง เพราะปัญหาเรื้อรังที่กัดกิน แมนฯ ยูฯ ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะควบคุมได้ทั้งหมด ต้นตอของความเสื่อมถอยเริ่มต้นขึ้นในปี 2005 เมื่อ ตระกูลเกลเซอร์ เข้าซื้อสโมสรด้วยวิธีการกู้ยืมเงินมาใช้ในการซื้อกิจการ ซึ่งทำให้สโมสรต้องเผชิญวงจรปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรก และสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องนับจากนั้น
ปัจจุบัน “ผีแดง” มีหนี้สินมากกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 51,000 ล้านบาท)
และยังค้างชำระค่าตัวนักเตะจากการซื้อขายอีกเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 17,000 ล้านบาท)
เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เคยเผยว่า ก่อนที่เขาจะเข้ามาดำเนินมาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ในทุกแผนก สโมสรใกล้จะเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องจนแทบไม่เหลือเงินหมุนเวียนแล้ว
แรงกดดันทางการเงินดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยความไร้ประสิทธิภาพด้านฟุตบอลตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ แม้ในที่สุด สโมสรจะสามารถคว้าตัวนักเตะที่มีแววเข้ามาเสริมทีมได้บ้าง
โดยตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปี 2025 ซึ่งได้ เซนเน่อ ลัมเมนส์, ไบรอัน เอ็มเบอโม่, มาเตอุส คุนญ่า และ เบนยามิน เชชโก้ มาร่วมทีม ถือเป็นตลาดซื้อขายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี แต่ คาร์ริค ก็ยังต้องรับผลกระทบจากความผิดพลาดในอดีตของสโมสร
แน่นอนว่าไม่ช้าก็เร็ว แมนฯยู ต้องมีการเปลี่ยนกุนซือ โดยเวลานี้มี 6 ตัวเต็งที่ปรากฏชื่อออกมา
1.เอ็ดดี้ ฮาว
กุนซือชาวอังกฤษ วัย 48 ปี ที่ว่างงานนับตั้งแต่อำลา นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
ฮาว พาทีม “สาลิกาดง” ยุติการรอคอยแชมป์ยาวนานถึง 56 ปี ด้วยการคว้าแชมป์ลีก คัพ ในปี 2025 พร้อมพาทีมคว้าสิทธิ์ลงเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้ถึง 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คุมทีม
อดีตกุนซือบอร์นมัธและเบิร์นลีย์รายนี้ยังคงเป็นตัวเลือกที่พร้อมพิจารณา โดยแหล่งข่าวระบุว่า ฮาว เปิดกว้างสำหรับการกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง และมีความสนใจที่จะรับงานกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะ หลังแยกทางกับนิวคาสเซิลในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา
2.อันโตนิโอ คอนเต
กุนซือชาวอิตาลี วัย 57 ปี ที่ว่างงานนับตั้งแต่อำลานาโปลีในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมีความสนใจที่จะรับงานคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
คอนเต ประสบความสำเร็จด้วยการพาทีมคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ได้ถึง 3 สโมสร ได้แก่ ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และนาโปลี
นอกจากนี้ อดีตกุนซือเชลซีรายนี้ยังเคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2017 และแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2018
ส่วนช่วงที่คุมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2021 ถึงมีนาคม 2023 เขาก็สามารถพาทีมคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ
3.ยูเลียน นาเกลส์มันน์
กุนซือชาวเยอรมัน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่อยู่ในรายชื่อแคนดิเดตลำดับต้น ๆ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเจ้าตัวว่างงานและสนใจรับตำแหน่งดังกล่าว
นาเกลส์มันน์ อำลาตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี หลังทีมตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกจากการดวลจุดโทษแพ้ปารากวัยเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นยังพาทีมไปไม่ถึงรอบรองชนะเลิศในศึกยูโร 2024 หลังพ่ายสเปนในรอบก่อนรองชนะเลิศ
กุนซือวัย 39 ปีสร้างชื่อจากการคุมฮอฟเฟนไฮม์และแอร์เบ ไลป์ซิก ก่อนย้ายไปรับงานคุมบาเยิร์น มิวนิก ในปี 2021 และพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาในปี 2022 อย่างไรก็ตาม เขาถูกปลดจากตำแหน่งในฤดูกาลถัดมา หลังผลงานของทีมไม่สม่ำเสมอ
4.อูไน เอเมรี
เฮดโค้ชแอสตัน วิลลา เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่ได้รับการจับตามองจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังสร้างผลงานพาทีมจากมิดแลนด์สคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้ถึง 2 ครั้ง นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในปี 2022
อย่างไรก็ตาม การดึงตัวกุนซือชาวสเปนวัย 54 ปีมาร่วมทีมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเขายังมีสัญญากับแอสตัน วิลลา จนถึงปี 2029
เอเมรีมีผลงานโดดเด่นในเวทียุโรป โดยคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก มาแล้ว 5 สมัย จากการคุมเซบียา, บียาร์เรอัล และแอสตัน วิลลา นอกจากนี้ ยังเคยพาปารีส แซงต์-แชร์กแมง คว้าแชมป์รายการภายในประเทศในช่วงเวลาที่คุมทีม 2 ปี
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเขาในพรีเมียร์ลีกกับอาร์เซนอลกลับไม่ราบรื่นนัก หลังคุมทีมได้เพียง 18 เดือน ก่อนถูกปลดจากตำแหน่งในปี 2019
5,ฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์
ผู้จัดการทีมไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่ได้รับความชื่นชอบจากผู้บริหารแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตาม ทีม “นกนางนวล” ไม่มีท่าทีสนใจที่จะเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อปล่อยตัวเขาออกจากตำแหน่ง
นอกจากนี้ การคว้าตัวเฮือร์เซเลอร์ไปร่วมทีมยังเป็นดีลที่มีความซับซ้อนในแง่การเงินสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกด้วย
กุนซือชาวเยอรมันวัย 33 ปี สร้างผลงานด้วยการพาซังต์ เพาลี เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาในปี 2024 ก่อนย้ายมาคุมไบรท์ตัน และกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงต้นฤดูกาลที่ 3 ของเขากับสโมสร
6.เชส ฟาเบรกาส
อดีตกองกลางอาร์เซนอล เป็นอีกหนึ่งกุนซือที่ได้รับการจับตามอง หลังพาทีมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-1 ในเกมที่เมืองโคโม เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้สถานการณ์ของ ไมเคิล คาร์ริค ตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหนัก
ฟาเบรกาส วัย 39 ปี ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกุนซือดาวรุ่งฝีมือดีของยุโรป จากผลงานการพาโคโมก้าวขึ้นมาจากเซเรีย บี สู่เวทียูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
ด้วยผลงานที่โดดเด่น ทำให้คาดว่าอดีตกองกลางทีมชาติสเปนรายนี้จะได้รับความสนใจจากสโมสรชั้นนำหลายแห่งในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
คงต้องติดตามกันว่าฉากสุดท้ายของ ไมเคิล คาร์ริค จะจบลงเมื่อไร และฉากต่อไป ใครจะมาเป็นกุนซือคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด