เฟร์ราน ตอร์เรส กลายเป็นฮีโร่ของทีมชาติสเปน หลังยิงประตูชัยในช่วงต้นครึ่งหลังของการต่อเวลาพิเศษ เฉือนชนะ อาร์เจนตินา 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ที่สนาม นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม พร้อมคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ของชาติ
จังหวะประตูชัยเกิดขึ้นเมื่อ เปโดร ปอร์โร เปิดบอลเข้าเขตโทษให้ นิโก วิลเลียมส์ โหม่งตั้งกลับมา ก่อนที่ตอร์เรสจะวิ่งเข้ามาแปด้วยขวาเข้าไปอย่างเฉียบขาด
ตลอดทั้งเกม สเปนเป็นฝ่ายครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า โดย เอมิเลียโน “ดีบู” มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูอาร์เจนตินา ต้องออกแรงเซฟหลายครั้ง รวมถึงจังหวะป้องกันลูกยิงของนิโก วิลเลียมส์อย่างยอดเยี่ยมในช่วงต้นของการต่อเวลาพิเศษ
รูปเกมเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สเปนเป็นฝ่ายครองบอลและเดินเกมรุก ขณะที่อาร์เจนตินารอจังหวะสวนกลับผ่าน ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งตลอดทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเคยสร้างความแตกต่างในช่วงท้ายเกมจนพาทีมพลิกชนะทั้งอียิปต์และอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม เกมนี้สเปนแสดงให้เห็นถึงความสดและคุณภาพทางเทคนิคที่เหนือกว่า ทำให้อาร์เจนตินาแทบไม่มีโอกาสลุ้นประตู โดยพวกเขาเพิ่งมีความพยายามยิงครั้งแรกของเกมในนาทีที่ 115 ซึ่งกลายเป็นสถิติที่ช้าที่สุดสำหรับการมีโอกาสยิงในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก
การแข่งขันเต็มไปด้วยการปะทะหนัก โดย สลาฟโก วินชิช ผู้ตัดสินจากสโลวีเนีย ปล่อยให้เกมดำเนินต่อเนื่องเป็นส่วนใหญ่ แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของการต่อเวลาพิเศษ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ไปทำฟาวล์ เปา คูบาร์ซี อย่างรุนแรง จนได้รับใบเหลืองที่สอง ถูกไล่ออกจากสนาม
สำหรับ ลิโอเนล เมสซี ซึ่งประกาศไว้ก่อนเกมว่านี่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา เจ้าตัวปิดฉากเส้นทางในเวทีฟุตบอลโลกด้วยผลงาน 8 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ ในทัวร์นาเมนต์นี้
อาร์เจนตินา เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 3 จาก 4 ฟุตบอลโลกหลังสุด โดยเคยแพ้เยอรมนีในปี 2014, คว้าแชมป์เหนือฝรั่งเศสในปี 2022 และล่าสุดพ่ายให้กับสเปนในปี 2026
ด้านสเปน ซึ่งเป็นแชมป์ยุโรปอยู่แล้ว ปิดฉากทัวร์นาเมนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลังเสียไปเพียง 1 ประตูจาก 8 นัด ตลอดการแข่งขัน โดยเสียให้กับเบลเยียมในรอบก่อนรองชนะเลิศเพียงเกมเดียว
แม้ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ จะสร้างความประหลาดใจด้วยการให้ เปดรี เริ่มต้นบนม้านั่งสำรองอีกครั้ง แต่การตัดสินใจของกุนซือวัย 65 ปีได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง เมื่อพาสเปนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แชมป์โลก 2026 ได้สำเร็จ