Link Copied!

5 ไฮไลต์ครึ่งทางแรกศึกฟอร์มูลาวัน 2026

ศึกฟอร์มูลา วัน เข้าสู่ช่วงพักฤดูร้อน หลังผ่าน 11 สนามแรกของฤดูกาล 2026 จากทั้งหมด 23 สนาม ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสู่ยุคใหม่ของการแข่งขัน

ศึกเอฟวัน ฤดูกาล 2026 เต็มไปด้วยประเด็นสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ข้อถกเถียงเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ การแจ้งเกิดของดาวรุ่งคนใหม่ การกลับมาทำผลงานยอดเยี่ยมของนักขับรุ่นเก๋า รวมถึงการปรับเปลี่ยนปฏิทินแข่งขันอันเป็นผลกระทบจากสงคราม

แม้ทุกทีมจะได้พักร้อนเป็นเวลาสองสัปดาห์ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าฤดูกาล 2026 จะเหลือการแข่งขันอีกกี่สนาม

อย่างไรก็ตาม การแข่งขัน 11 สนามแรกที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นหลายแง่มุมที่น่าสนใจ และนี่คือ 5 สิ่งที่เกิดขึ้นในศึกฟอร์มูลา วัน 2026 ในครึ่งฤดูกาลแรก

1.คิมี อันโตเนลลี ดาวรุ่งของจริง ลุ้นแชมป์เต็มตัว

คิมี อันโตเนลลี ก้าวขึ้นสู่ศึกฟอร์มูลา วัน เมื่อปี 2025 พร้อมเสียงยกย่องว่าเป็นดาวรุ่งพรสวรรค์ระดับพิเศษแห่งยุค แต่ผลงานในฤดูกาลแรกกลับไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในฤดูกาล 2026

เดิมที หลายฝ่ายเชื่อว่านี่จะเป็นปีของ จอร์จ รัสเซลล์ หลัง เมอร์เซเดส พัฒนารถได้อย่างยอดเยี่ยม จนคว้าชัยชนะไปแล้ว 8 สนาม และได้ตำแหน่งโพลโพซิชันถึง 10 ครั้งจาก 11 สนามแรก ขณะที่ รัสเซลล์ เคยเหนือกว่า อันโตเนลลี อย่างชัดเจนในฐานะเพื่อนร่วมทีมเมื่อฤดูกาลก่อน

แต่ อันโตเนลลี กลับพัฒนาฝีมืออย่างก้าวกระโดดตลอดช่วงพักระหว่างฤดูกาล แม้ว่า รัสเซลล์ จะเปิดซีซั่นด้วยชัยชนะ แต่ไม่นานนัก นักขับดาวรุ่งชาวอิตาลี ก็กลายเป็นผู้กุมความได้เปรียบภายในทีม

ในช่วงแรก ผลงานของทั้งคู่ยังเปรียบเทียบกันได้ไม่เต็มที่ เพราะ รัสเซลล์ เผชิญโชคร้ายหลายครั้ง แต่เมื่อฤดูกาลดำเนินมาถึงครึ่งทาง ภาพก็ชัดเจนขึ้นว่า อันโตเนลลี สามารถดึงศักยภาพของรถที่ดีที่สุดในสนามออกมาได้มากกว่า รัสเซลล์

ขณะที่ รัสเซลล์ ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับรถได้อย่างเต็มที่และยังเจอปัญหาโชคร้ายต่อเนื่อง อันโตเนลลี กลับขับได้อย่างลื่นไหล มีทั้งความเร็ว ความเฉียบขาด ความกล้าตัดสินใจ และความนิ่งเกินวัย

ด้วยฟอร์มอันโดดเด่นของนักขับวัยเพียง 19 ปี ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นตัวเต็งสำคัญ และจะเป็นคู่แข่งที่ยากจะหยุดได้ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2026

2.ลูอิส แฮมิลตัน กลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง

หลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในอาชีพ ลูอิส แฮมิลตัน กำลังกลับมาทำผลงานได้ใกล้เคียงกับฟอร์มระดับสุดยอดของตัวเองอีกครั้ง

ฤดูกาล 2025 ซึ่งเป็นปีแรกของแชมป์โลก 7 สมัยกับ เฟอร์รารี กลายเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวเรียกว่าฝันร้าย ขณะที่ผลงานอันย่ำแย่ต่อเนื่องจากฤดูกาลสุดท้ายกับ เมอร์เซเดส ในปี 2024 ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าเขาหมดความสามารถไปแล้วหรือไม่

แฮมิลตัน ยอมรับว่า มีหลายช่วงที่เขาคิดว่า บางทีสิ่งที่คนพูดอาจเป็นเรื่องจริง เมื่ออายุมากถึงจุดหนึ่ง คุณอาจสูญเสียความสามารถไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เขาคว้าชัยชนะรายการแรกกับ เฟอร์รารี ในศึก สแปนิช กรังด์ปรีซ์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของครึ่งฤดูกาลแรก และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเขายังไม่หมดไฟ

ฤดูกาล 2026 แฮมิลตัน ในวัย 41 ปี กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมยกระดับผลงานจนใกล้เคียงกับช่วงพีคที่สุดของอาชีพ

การต่อสู้กับเพื่อนร่วมทีมอย่าง ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว แฮมิลตัน เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างชัดเจน กลับกลายเป็นการแข่งขันที่สูสี

นอกจากนี้ เขายังรั้งอันดับ 2 ในตารางคะแนนสะสมนักขับ ตามหลัง คิมี อันโตเนลลี เพียง 50 คะแนน และยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์โลก

การกลับมาของ แฮมิลตัน อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นรถยุคใหม่ที่เข้ากับสไตล์การขับของเขามากกว่ารถในยุค Ground Effect ตลอด 4 ฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงการทำงานอย่างหนักเพื่อปรับตัวเข้ากับเฟอร์รารี หรือแม้แต่การที่ทีมออกแบบรถให้ตอบโจทย์ความต้องการของเขามากขึ้น

แม้ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง หลังได้รับโทษถึง 4 ครั้งในช่วง 3 สนามหลังสุด ซึ่งไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยของแฮมิลตัน แต่การกลับมาของเขาถือเป็นข่าวดี ทั้งสำหรับตัวนักขับเอง และแฟนมอเตอร์สปอร์ตที่ติดตามเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขามาโดยตลอด

3.แอสตัน มาร์ติน เริ่มมองเห็นความหวัง

ก่อนเปิดฤดูกาล หลายฝ่ายมองว่า แอสตัน มาร์ติน มีองค์ประกอบครบถ้วนสำหรับการลุ้นแชมป์โลก ทั้งการได้ เอเดรียน นิวอีย์ ยอดนักออกแบบรถแข่งมาคุมงาน, เครื่องยนต์จาก ฮอนด้า เจ้าของผลงานแชมป์โลกหลายสมัย, เฟร์นานโด อลอนโซ อดีตแชมป์โลก 2 สมัยเป็นนักขับ รวมถึงการสนับสนุนด้านงบประมาณจากเจ้าของทีมมหาเศรษฐี ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ และสปอนเซอร์จากซาอุดีอาระเบีย

อย่างไรก็ตาม ผลงานในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาลกลับน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ทั้งตัวรถและเครื่องยนต์ขาดความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดย ลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ถึงกับเกือบหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นผลงานจากการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล และตลอด 10 สนามแรก ทีมต้องจมอยู่ท้ายตาราง

แต่การแข่งขันสนามสุดท้ายก่อนช่วงพักฤดูร้อนกลับสร้างความหวังครั้งใหม่

แพ็กเกจอัปเกรดครั้งใหญ่ที่พัฒนาจากข้อมูลในช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งเน้นเพิ่มแรงกดอากาศและลดน้ำหนักรถ ช่วยลดเวลาต่อรอบได้ถึงประมาณ 2 วินาที

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ การอัปเกรดครั้งนี้พิสูจน์ว่า เครื่องมือและกระบวนการพัฒนารถของทีมเริ่มทำงานได้อย่างถูกต้อง หลังตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แอสตัน มาร์ติน มักนำชิ้นส่วนใหม่มาใช้ แต่กลับไม่ให้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

นอกจากนี้ ทีมยังเตรียมใช้เครื่องยนต์ ฮอนด้า สเปกใหม่ในศึก ดัตช์ กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคมนี้ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของรถได้อีกระดับ หลังทีมพิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนารถได้จริง และมีโอกาสที่นักขับจอมเก๋าวัย 45 ปีอย่าง เฟร์นานโด อลอนโซ จะต่อสัญญาอยู่กับทีมอีกหนึ่งฤดูกาล

4.ทีมวิลเลียมส์ เจอความจริงอันโหดร้าย

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ เจมส์ โวลส์ เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าทีมวิลเลียมส์เมื่อต้นปี 2023 เขามักย้ำว่า ฤดูกาล 2026 จะเป็นปีที่ทีมก้าวกระโดดครั้งใหญ่บนเส้นทางกลับไปสู่การลุ้นชัยชนะอีกครั้ง

ผลงานอันน่าประทับใจในปี 2025 ซึ่งวิลเลียมส์จบอันดับ 5 ในประเภทผู้สร้าง ยิ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ทีมไม่ได้เพียงเดินมาถูกทาง แต่ยังพัฒนาได้เร็วกว่าที่วางแผนไว้

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้กลับกลายเป็น บททดสอบอันโหดร้าย

รถแข่งของวิลเลียมส์สร้างเสร็จล่าช้า มีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดประมาณ 25 กิโลกรัม และขาดสมรรถนะในการแข่งขัน ส่งผลให้ตลอดครึ่งแรกของฤดูกาล ทีมมีความเร็วเพียงอันดับ 9 ของกริด และช้ากว่า ฮาส ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปโดยเฉลี่ยเกือบ 0.4 วินาทีต่อรอบ

มีเพียง แอสตัน มาร์ติน ที่ประสบปัญหาในช่วงต้นฤดูกาล และทีมน้องใหม่อย่าง คาดิลแลค เท่านั้นที่ทำผลงานแย่กว่า แต่หลัง แอสตัน มาร์ติน อัปเกรดรถในศึกฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ วิลเลียมส์ ก็กลายเป็นทีมที่ช้าที่สุดในสนาม

เรื่องที่น่าผิดหวังยิ่งกว่าคือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นทั้งที่ทีมใช้ เครื่องยนต์เมอร์เซเดส ซึ่งได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในกริดปีนี้

ขณะที่นักขับทั้ง คาร์ลอส ไซน์ซ และ อเล็กซ์ อัลบอน ต่างผิดหวังกับผลงาน แม้ยังคงให้สัมภาษณ์อย่างระมัดระวังต่อสาธารณชน

5.การเปลี่ยนแปลงกฎใหม่ยังมีช่วงโหว่

ศึกฟอร์มูลา วัน ฤดูกาล 2026 เปิดฉากด้วยการเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งด้านอากาศพลศาสตร์และเครื่องยนต์

แม้กฎด้านตัวรถจะได้รับเสียงตอบรับในเชิงบวก แต่กฎเครื่องยนต์ใหม่กลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ที่แบ่งกำลังระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 53 ต่อ 47 ส่งผลให้รถหลายคันประสบปัญหา พลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ

เมื่อพลังงานแบตเตอรี่หมด เครื่องยนต์จะเหลือกำลังเพียงราว 540 แรงม้า ซึ่ง แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน แชมป์โลก 4 สมัย เปรียบเทียบว่า แรงม้าน้อยกว่าหรือใกล้เคียงกับรถฟอร์มูลา 3 แต่กลับมีแรงกดอากาศระดับฟอร์มูลา วัน ดังนั้นคงนึกออกว่ามันไม่น่าตื่นเต้นแค่ไหนในการขับ

นอกจากนี้ นักขับยังต้องคอยชาร์จพลังงานแบตเตอรี่ตลอดเวลา ทำให้หลายโค้งความเร็วสูงในสนามระดับตำนานของเอฟวัน กลายเป็นเพียง จุดชาร์จแบตเตอรี่ ตามคำพูดของ เฟร์นานโด อลอนโซ

เสียงวิจารณ์จากนักขับ โดยเฉพาะ เวอร์สแตพเพน และ อลอนโซ ทำให้ทั้งวงการยอมรับว่ากฎใหม่มีปัญหา จนมีการปรับรายละเอียดกติกาหลังผ่านเพียง 3 สนามแรก และมีแผนปรับสัดส่วนกำลังเครื่องยนต์เป็น 60 ต่อ 40 ภายในปี 2028 พร้อมเริ่มปรับบางส่วนตั้งแต่ฤดูกาลหน้า เพื่อลดผลกระทบของปัญหาดังกล่าว แม้จะยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด

นอกจากนั้น สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA เคยได้รับคำเตือนถึงปัญหานี้มาหลายปี ก่อนกฎใหม่มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ โมฮัมเหม็ด เบน ซูลาเยม ประธาน FIA เสนอแนวคิดให้ ฟอร์มูลา วัน กลับไปใช้เครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศตั้งแต่ปี 2031

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนน้อย เพราะถูกมองว่าเป็นการถอยหลังกลับไปใช้เทคโนโลยีเมื่อกว่า 15 ปีก่อน และไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง

สำหรับศึกฟอร์มูลา วัน สนามที่ 12 จะกลับมาระเบิดความมันส์กันในศึก ดัตช์ กรังด์ปรีซ์ ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคมนี้

Total
0
Shares