Link Copied!

โนวัค โยโควิช โน! วัคซีน โน! ออสเตรเลียน โอเพ่น

โนวัค โยโควิช เริ่มต้นปี 2022 ด้วยการหมดสิทธิ์ลุ้นเพิ่มสถิติแชมป์แกรนด์สแลมชายเดี่ยวรายการที่ 21 อย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะการประเมินโรคโควิด-19 ต่ำเกินไป และแอนตี้วัคซีน

“The Big Three” คือคำที่ใช้กล่าวขานถึงนักเทนนิสชายชั้นแนวหน้าของโลกในยุคนี้ 3 คนคือ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ จากสวิตเซอร์แลนด์, ราฟาเอล นาดาล จากสเปน และ โนวัค โยโควิช จากเซอร์เบีย ทั้ง 3 คนเป็นเจ้าของสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมชายเดี่ยวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือ 20 รายการ และเนื่องจากเฟเดอเรอร์อายุถึง 40 ปีแล้ว ขณะที่นาดาลอายุ 35 ปี โยโควิชจึงเป็นคนที่น่าจะมีโอกาสเพิ่มสถิติคว้าแชมป์ได้มากที่สุดในบรรดา 3 คนนี้ เนื่องจากอายุน้อยกว่าเพื่อนคือ 34 ปี รวมทั้งยังไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บรบกวนเหมือนเฟเดอเรอร์และนาดาลอีกด้วย

ว่ากันว่าโอกาสที่ โนวัค โยโควิช จะเพิ่มสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมหนี โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ กับ ราฟาเอล นาดาล ได้ตั้งแต่ต้นปี 2022 มีสูงมาก เนื่องจากการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลม รายการออสเตรเลียน โอเพ่น เป็นทัวร์นาเมนต์ที่โยโควิชทำผลงานได้เหนือกว่าคนอื่นๆ คือคว้าแชมป์รวมแล้วถึง 9 สมัย โดยเฉพาะช่วง 3 ปีหลังสุดโยโควิชคว้าแชมป์ได้ทั้ง 3 ปีติดต่อกัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เขาถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในปีนี้มากที่สุด และแทบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่ามือหนึ่งของโลกจากเซอร์เบียผู้นี้จะไม่มีโอกาสลงป้องกันแชมป์ เพียงเพราะปัญหาเรื่องวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19

ใช่ครับ! โนวัค โยโควิช เป็นหนึ่งในนักกีฬาจำนวนไม่น้อยซึ่งไม่อยากฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพราะไม่มั่นใจว่าวัคซีนที่เร่งพัฒนาขึ้นมาใช้ภายในเวลาเร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า จะมีผลเสียอย่างไรต่อสภาพร่างกายของตนเอง ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว และอีกเหตุผลหนึ่งคือ นักกีฬาอาชีพอย่างน้อย 1 ใน 4 คน มั่นใจว่าสภาพร่างกายของตนเองแข็งแรงพอ ต่อให้ติดเชื้อโควิดก็ไม่น่าจะเป็นอะไรรุนแรง พวกเขาจึงยินดีเสี่ยงติดเชื้อแล้วรักษาให้หายเอง มากกว่าจะสมัครใจฉีดวัคซีน แต่เนื่องจากการควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนจึงถูกมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจแพร่เชื้อให้กับคนใกล้ชิดหรือคนทั่วไป

ปัญหาของ โนวัค โยโควิช เริ่มตรงนี้ เทนนิส ออสเตรเลียน โอเพ่น แข่งขันกันที่เมืองเมลเบิร์นในรัฐวิกตอเรีย ซึ่งตามกฎหมายคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย ชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาได้จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบ 2 โดสแล้วเป็นอย่างน้อย หรือไม่ก็ต้องมีเหตุผลด้านการแพทย์มากพอที่จะได้รับการยกเว้น ดังนั้นทันทีที่โยโควิชกับคณะเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์น ก่อนเที่ยงคืนวันที่ 5 มกราคม โดยไม่มีเอกสารยืนยันการฉีดวัคซีน เขาจึงถูกยกเลิกวีซ่าและถูกสั่งให้กักตัว แม้พยายามอธิบายให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบเข้าใจว่า ตนเองได้รับการยกเว้นจากฝ่ายจัดการแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียน โอเพ่น รวมทั้งรัฐวิกตอเรียแล้วเป็นกรณีพิเศษ เพราะเพิ่งหายจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียยืนกรานดังเดิมว่า โนวัค โยโควิช ไม่มีเอกสารรับรองการยกเว้นการฉีดวัคซีนตามที่ทางการออสเตรเลียกำหนด อีกทั้งยังไม่ปฏิบัติตัวตามข้อกำหนดที่ระบุว่าในช่วง 14 วันก่อนเดินทางมาออสเตรเลีย จะต้องไม่ออกไปตระเวนตามสถานที่ต่างๆ ทำให้นักเทนนิสมือหนึ่งของโลกจากเซอร์เบียกับคณะต้องระเห็จไปนอนกักตัวที่โรงแรมเดอะ พาร์ก ในระหว่างยื่นอุทธรณ์การถูกยกเลิกวีซ่า แน่นอนมันกลายเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงกีฬาโลก มีผู้คนมากมายที่ประณามโยโควิชผ่านสื่อโซเชียล และมีคนไม่น้อยที่อยากเห็นเขาลงป้องกันแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น โดยหลายสิบคนมารวมตัวให้กำลังใจเขาอยู่ด้านล่างของโรงแรมที่กักตัว

สาเหตุที่ทำให้ทางการออสเตรเลียไม่อาจปล่อยปละละเลยเคสของ โนวัค โยโควิช ได้ ทั้งที่สมาคมเทนนิสออสเตรเลียและรัฐวิกตอเรียยอมยกเว้นให้โยโควิชเอง เนื่องจากหวั่นเกรงกระแสความไม่พอใจของชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าโยโควิชเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ได้รับการยกเว้นให้เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องฉีดวัคซีน ขณะที่คนออสเตรเลียเองต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการของรัฐอย่างเคร่งครัดในช่วงเกือบตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างยากลำบากในช่วงการประกาศล็อกดาวน์ ประกอบกับการที่ปรากฏหลักฐานในสื่อโซเชียลชัดเจนว่า โยโควิชไม่ปฏิบัติตัวตามมาตรการงดออกไปสถานที่สาธารณะในช่วง 14 วันก่อนเดินทางด้วย จึงยิ่งเป็นเรื่องที่ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้

ตอนแรกสถานการณ์ของ โนวัค โยโควิช ทำท่าเหมือนจะดีขึ้น เนื่องจากศาลตัดสินให้เขาชนะอุทธรณ์ได้รับการปล่อยตัวจากโรงแรมที่กักตัวและได้วีซ่าคืน เหตุผลไม่ใช่เพราะศาลเห็นว่าโยโควิชไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมายคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย แต่เห็นว่านักเทนนิสมือหนึ่งของโลกจากเซอร์เบียไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งตามกฎหมายออสเตรเลียแล้วโยโควิชควรได้รับโอกาสให้ชี้แจงตามสมควรก่อนจะถูกยกเลิกวีซ่า ไม่ใช่ถูกยึดโทรศัพท์แล้วนำตัวไปสอบเลย แม้ว่าโยโควิชขอให้รอจนถึง 8 โมงครึ่งเช้าวันที่ 6 มกราคมก่อน เพื่อติดต่อทนายของตนเอง และรอเจ้าหน้าที่สมาคมเทนนิสออสเตรเลียตื่นเสียก่อน แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียก็ไม่ยินยอม และยกเลิกวีซ่าของเขาตั้งแต่เวลา 07.40 น. ศาลจึงมองว่าโยโควิชไม่ได้รับโอกาสในการต่อสู้หรือชี้แจงอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ปัญหาของ โนวัค โยโควิช ไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เนื่องจากรัฐบาลกลางยังมีอำนาจเพิกถอนวีซ่าของเขาได้อีก หลังจากโยโควิชชนะอุทธรณ์ยกแรก อเล็กซ์ ฮอว์ก รัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย ได้ใช้อำนาจของตนยกเลิกวีซ่าของโยโควิชอีกครั้ง แน่นอน โยโควิชยื่นอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้ศาลตัดสินว่า อเล็กซ์ ฮอว์ก รัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียมีอำนาจยกเลิกวีซ่าโยโควิชได้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อโอกาสในการลงป้องกันแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น ของโยโควิชจึงจบลงเพียงเท่านั้น เจ้าตัวยอมรับตามตรงว่ารู้สึกผิดหวัง แต่ยังเคารพการตัดสินของศาล และยังยืนยันว่าไม่ได้เจตนาปิดบังเรื่องการออกนอกบ้านไปทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วง 14 วันก่อนเดินทาง แต่เป็นเพราะทีมงานติ๊กช่องผิดพลาดแบบไม่ตั้งใจ

ช่วงเวลา 10 วันแห่งความยุ่งเหยิงในออสเตรเลีย เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับ โนวัค โยโควิช ซึ่งผู้สันทัดวงการเทนนิสโลกหลายคนยกให้เป็นนักเทนนิสชายที่ครบเครื่องที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา เนื่องจากเป็นคนเดียวในบรรดา “The Big Three” ที่ได้แชมป์รายการแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการ อย่างน้อยรายการละ 2 ครั้ง และมีสถิติเฮดทูเฮดในรายการแกรนด์สแลมดีที่สุดในยามที่ “The Big Three” โคจรมาพบกันเอง แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนโยโควิชจะเป็นคนที่มีแฟนๆ ติดตามน้อยที่สุดในบรรดาสุดยอดนักเทนนิสทั้ง 3 คนนี้ อาจเป็นเพราะเขาไม่มีภาพลักษณ์สุภาพบุรุษนักกีฬาและความเป็นแฟมิลีแมนเหมือนกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และไม่ได้มีผิวสีเข้ม ใบหน้าอ่อนเยาว์ยิ้มไร้เดียงสาแบบที่สาวๆ เอ็นดูเหมือน ราฟาเอล นาดาล หรืออาจเป็นเพียงเพราะโยโควิชมาจากประเทศจากแถบยุโรปตะวันออก

สิ่งที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียครั้งนี้ย่อมทำให้มีคนไม่ชอบ โนวัค โยโควิช เพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาถูกมองว่าพยายามใช้สิทธิพิเศษต่อรองจนได้รับวีซ่าเพื่อลงแข่งออสเตรเลียน โอเพ่น แตกต่างจากนักเทนนิสเกือบทั้งหมดที่สมัครใจฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มตามที่ทางการออสเตรเลียกำหนด ขณะที่นักเทนนิสส่วนน้อยบางคนที่ไม่อยากฉีดวัคซีนจริงๆ ก็เลือกถอนตัวไม่เดินทางมาแข่งขัน เพื่อความสบายใจของตนเองและทุกฝ่าย แม้แต่เพื่อนร่วมอาชีพหลายคนโดยเฉพาะ ราฟาเอล นาดาล ก็ออกมาตำหนิโยโควิชตามตรงว่า แม้จะรู้สึกเห็นใจกับการพลาดโอกาสลงป้องกันแชมป์ของโยโควิชทั้งที่เดินทางมาถึงเมืองเมลเบิร์นแล้ว แต่สาเหตุก็เป็นเพราะโยโควิชเลือกทำตามใจตนเอง ไม่ยอมทำตามกฎเกณฑ์เหมือนที่เพื่อนร่วมอาชีพส่วนใหญ่ทำกัน

สิ่งที่ ราฟาเอล นาดาล พาดพิง ไม่ใช่แค่เรื่องฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน แต่หมายถึงพฤติกรรมช่วงก่อนหน้าที่ โนวัค โยโควิช จะเดินทางไปออสเตรเลีย ซึ่งเขาไปปรากฏตัวตามสถานที่มากมายหลายแห่ง โดยเฉพาะหลังจากที่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แทนที่จะกักตัว 14 วันตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างที่ควรจะทำ คาดว่าโยโควิชติดเชื้อจากการไปนั่งชมบาสเกตบอลยูโรลีกที่กรุงเบลเกรด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมปีที่แล้ว จากนั้นพอมีข่าวว่าเกิดคลัสเตอร์ในสนามบาสเกตบอล โยโควิชจึงตรวจพีซีอาร์หาเชื้อในวันที่ 16 ธันวาคม แต่ช่วงระหว่างรอผล มือหนึ่งของโลกจากเซอร์เบียผู้นี้ได้ออกไปรวมงานเปิดตัวสแตมป์ ชุดที่กรมไปรษณีย์เซอร์เบียออกมาเพื่อเป็นเกียรติให้กับโยโควิช และช่วงค่ำวันนั้นเองได้มีการส่งข้อความแจ้งว่าผลตรวจเป็นบวก แต่โยโควิชอ้างว่ายังไม่รู้ตัวจนกระทั่งวันถัดมา

อย่างไรก็ตามการอ้างว่ายังไม่รู้ผลตรวจ ฟังไม่ขึ้นเท่าไร เพราะ ณ จุดนั้น โนวัค โยโควิช ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงแล้ว แต่เขายังคงเดินทางไปมอบรางวัลให้กับนักเทนนิสระดับเยาวชน หลังงานมอบรางวัลครั้งนี้เจ้าตัวถึงเพิ่งทราบผลการตรวจแบบพีซีอาร์ว่าตนเองติดเชื้อ ซึ่งตามกฎต้องกักตัวทันที 14 วัน แต่โยโควิชก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะเขามีนัดให้สัมภาษณ์และถ่ายภาพให้กับหนังสือพิมพ์เลกิ๊ปจากฝรั่งเศสในวันถัดมา ซึ่งเขายืนยันว่าสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ยกเว้นตอนถ่ายภาพเท่านั้น ต่อมาในวันคริสต์มาส 25 ธันวาคม โยโควิชไปร่วมเล่นสตรีทเทนนิสอีกหนึ่งงาน ก่อนจะเดินทางไปฝึกซ้อมเตรียมลงแข่งออสเตรเลียน โอเพ่น ที่ประเทศสเปน และยังร่วมถ่ายภาพกับแฟนๆ สื่อโซเชียลในช่วงสิ้นเดือนธันวาคม กิจกรรมทั้งหมดนี่เองที่ทำให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียมองว่าโยโควิชให้ข้อมูลอันเป็นเท็จว่าไม่ได้เดินทางไปที่ใดๆ

โนวัค โยโควิช ยอมรับว่าตนเองไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการกักตัวจริง และยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเสียดายไม่อยากเลื่อนกิจกรรมที่นัดไว้ล่วงหน้า หากย้อนเวลากลับไปได้คงจะไม่ทำเช่นนั้นอีก แต่ความจริงคือโยโควิชประเมินความร้ายแรงของเชื้อโควิด-19 ต่ำเกินไปมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการพัฒนาวัคซีนสำเร็จเสียอีก หากยังจำกันได้โยโควิชเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบมาก่อน จากกรณีการเป็นเจ้าภาพจัดเทนนิสรายการอาเดรีย ทัวร์ ช่วงเดือนมิถุนายนปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 รุนแรงจนเอทีพีทัวร์และดับเบิลยูทีเอทัวร์ต้องหยุดพักการแข่งขันยาวหลายเดือน โดยในช่วงการแข่งขันรายการนี้ไม่มีการยึดหลักเว้นระยะห่าง และยังจัดปาร์ตี้ฉลองยามค่ำคืนกันอย่างสุดตื๊ด เต้นเปลือยอกไม่สวมหน้ากาก จนทำให้มีนักเทนนิสติดเชื้อกันหลายคน รวมทั้งตัวโยโควิชและครอบครัวด้วย

การติดเชื้อโควิด-19 แล้วไม่มีอาการรุนแรง และหายดีในเวลาไม่นาน เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โยโควิชและนักกีฬาอาชีพอีกมากมายไม่ให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีน เนื่องจากมีความเชื่อว่าร่างกายตัวเองแข็งแรง ติดแล้วคงไม่เป็นอะไรมาก อีกทั้งเมื่อหายดีแล้วก็ยังมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน ประกอบกับโยโควิชมีความเชื่อฝังใจมานานแล้วว่าร่างกายหรือกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายดีที่สุดแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะยอมให้ฉีดสารหรือสิ่งที่แปลกปลอมเข้าร่างกาย ซึ่งหากโควิด-19 ไม่ใช่โรคติดต่อคงไม่เป็นปัญหาอะไร หากใครยินดีแบกรับความเสี่ยงด้วยการไม่ฉีดวัคซีน แต่ความจริงทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นโรคที่แพร่ระบาดรวดเร็วและรุนแรง จึงต้องการความร่วมมือจากทุกคนในการควบคุมโรค

พฤติกรรมของโยโควิชและนักกีฬากลุ่มที่แอนตี้วัคซีนจึงถูกมองว่าเห็นแก่ตัวและไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันในโลกยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลักและรวดเร็วระดับ 5G ซึ่งมีทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับโรคโควิด-19 รวมทั้งวัคซีนปรากฏอยู่มากมาย ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยหวั่นเกรงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเชื่อทฤษฎีสมคบคิดในเรื่องใด ขึ้นอยู่กับว่ามันตรงกับพื้นฐานความคิดเดิมของแต่ละคนหรือไม่ ดังนั้นหากจะตัดสินว่าการที่ โนวัค โยโควิช ไม่ยอมฉีดวัคซีนเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวอย่างเดียวจึงอาจไม่ยุติธรรมนัก เพราะที่ผ่านมานักเทนนิสมือหนึ่งของโลกจากเซอร์เบียผู้นี้เป็นคนที่ศรัทธาการแพทย์ทางเลือกมากกว่าเวชศาสตร์สมัยใหม่ ชอบให้หมอฝังเข็มรักษาอาการเจ็บป่วย หนึ่งในความเชื่อแปลกๆ ของเขาคือ เชื่อว่าการแสดงอารมณ์ของคนเราสามารถทำให้น้ำบริสุทธิ์ขึ้นหรือขุ่นเร็วกว่าปกติได้!

ความจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนศึกออสเตรเลียน โอเพ่น ครั้งนี้ จะโทษ โนวัค โยโควิช ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะฝ่ายจัดการแข่งขัน รวมทั้งรัฐวิกตอเรีย เปิดช่องให้นักเทนนิสที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนลงแข่งขันได้เอง โดยไม่หารือหรือสอบถามความชัดเจนจากรัฐบาลกลางเสียก่อน จนทำให้เกิดสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากใกล้ถึงการเลือกตั้งใหญ่ของออสเตรเลียแล้ว รัฐบาลออสเตรเลียจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการยกเลิกวีซ่าและห้ามโยโควิชเข้าประเทศนานถึง 3 ปี ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นเขาอาจแขวนแร็กเกตไปแล้วก็เป็นได้ เพียงแต่รัฐบาลออสเตรเลียยังเปิดช่องว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม โยโควิชอาจได้รับอนุญาตให้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียเร็วกว่า 3 ปีได้ แต่ที่แน่ๆ จากผลสำรวจชาวออสเตรเลียกว่า 70% เห็นด้วยกับการยกเลิกวีซ่า โยโควิช ของรัฐบาลกลาง

วิบากกรรมของ โนวัค โยโควิช ยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้แน่นอน นอกจากจะหมดโอกาสลุ้นแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น เพื่อเพิ่มสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมไปแล้วหนึ่งรายการ ยังมีแนวโน้มว่าเขาอาจต้องพลาดลงป้องกันแชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น แกรนด์สแลมรายการที่ 2 ของปีที่จะเริ่มแข่งขันในเดือนพฤษภาคมอีกด้วย เนื่องจากล่าสุดรัฐสภาฝรั่งเศสเพิ่งผ่านร่างกฎหมายบังคับให้ประชาชนต้องแสดงเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ในการใช้บริการสถานที่ต่างๆ และสนามกีฬา ทำให้มีโอกาสสูงมากที่โยโควิชจะหมดสิทธิ์ลงแข่งเฟรนช์ โอเพ่น อีกหนึ่งรายการ หากเจ้าตัวยังไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืนเรื่องวัคซีนโควิด-19 จะอ้างว่าเป็นโรคลึกลับบางอย่างที่ทำให้ฉีดวัคซีนไม่ได้ คงฟังไม่ขึ้นแน่นอน บางทีมันอาจถึงเวลาที่โยโควิชจะต้องประเมินสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 อย่างจริงจังเสียที

โนวัค โยโควิช ไม่ใช่คนนิสัยเลวร้ายอะไรเลย เขาเคยได้รับฉายาว่า “โจ๊กเกอร์” เพราะอารมณ์ขันที่ชอบล้อเลียนการพูดจาท่าทางของเพื่อนๆ นักเทนนิสด้วยกัน และเป็นคนที่มุ่งมั่นในการทำงานเพื่อเด็กๆ ด้อยโอกาสในประเทศบ้านเกิด รวมทั้งการเป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งสหภาพนักเทนนิส เพื่อเป็นปากเสียงต่อรองผลประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ ที่สำคัญหลังจากโลกเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 โยโควิชไม่เพียงบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลในบ้านเกิด เขายังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงโรงพยาบาลที่ขาดแคลนเวชภัณฑ์ในประเทศอื่นๆ อีกด้วย ทุกคนจึงไม่ควรตัดสินโยโควิชเพียงเพราะมุมมองเรื่องวัคซีนโควิด-19 ที่ต่างจากคนส่วนใหญ่ และเขาไม่ใช่คนดื้อรั้นอะไร เพียงแต่ตรงไปตรงมากับความเชื่อส่วนตัวของตนเองมากเกินไปเท่านั้น

แต่ที่แน่ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย ไม่เพียงแต่ทำให้ โนวัค โยโควิช หมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์ ออสเตรเลียน โอเพ่น แต่ยังทำให้เสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งมือหนึ่งชายของโลก หาก ดานิล เมดเวเดฟ หรือ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ คนใดคนหนึ่งคว้าแชมป์สำเร็จ รวมทั้งยังส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาชาวโลกดูแย่ลง สิ่งที่ตามมาคือสปอนเซอร์บางรายอาจถอนตัว หรือมีสปอนเซอร์รายใหม่น้อยลง ดังนั้นการยอมรับความจริงว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นบุคคลสาธารณะ การสมัครใจฉีดวัคซีนเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ลบข้อครหาเรื่องความเห็นแก่ตัว และเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับกลุ่มคนที่ยังหวาดกลัววัคซีน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนักเทนนิสขวัญใจชาวเซอร์เบียผู้นี้

สิ่งหนึ่งที่ โนวัค โยโควิช และคนที่หวาดกลัวการฉีดวัคซีนควรเลิกคิดได้แล้ว คือการปฏิเสธวัคซีนโดยอ้างว่า เชื้อโควิด-19 มันกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ถึงฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาได้อีก ซึ่งเป็นเหตุผลแบบผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากการฉีดวัคซีนแม้จะป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดอาการติดเชื้อไม่ให้รุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ ที่สำคัญยังทำให้คนในครอบครัวลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะโยโควิชเองก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อคนเช่นกัน ดังนั้นการจะเอาชนะใจคนอื่นๆ ได้ โยโควิชจะต้องเอาชนะใจตนเองให้ได้เสียก่อน

อัพเดตเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬา ติดตาม PlayNowThailand.com ที่เฟสบุ๊คทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

Total
0
Shares